5 ประเด็นโหดลิเวอร์พูลประเดิมนัดแรกถล่มนอริช ซิตี้

ถือเป็นการประเดิมเกมนัดแรกของลิเวอร์พูลที่ทำผลงานได้ดีมาก ในนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20 ในการพบกับ นอริช ซิตี้ ที่สามารถทำสกอร์ไปอย่างขาดลอยถึง 4-1 ประตู ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือหงส์แดงสามารถยิงได้ถึง 4 ประตูรวดโดยที่ยังไม่จบครึ่งแรกด้วยซ้ำ ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ว่าพวกเค้าจะยืนในตำแหน่งหัวตารางจาก 3 แต้มที่ได้มา แต่แม้จะเป็นไปได้สวยก็มีเรื่องต่างๆที่น่าสนใจในเกมส์นี้ที่น่าสนใจอีกด้วย

อลิสซงเจ็บ

1.ความซวยมาเยือน อลิสซง ตั้งแต่นัดแรก

นายทวารตัวหลักของลิเวอร์พูล ต้องเจอปัญหาใหญ่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อเจ้าตัวตั้งบอลเพื่อจะเตะขึ้นหน้า แต่ดันพลาดท่าลื่นล้ม ทำให้เขามีอาการบาดเจ็บที่บริเวณขาขวา จนต้องใช้คนประคองออกจากสนามไป ซึ่งน่าเป็นห่วงไม่น้อย อลิสซง มีบทบาทอย่างมากในฤดูกาลที่แล้วโดยเจ้าตัวยืนเฝ้าเสาจนครบ 38 นัด และเซฟลูกสำคัญๆมามากมาย แต่ก็เป็นข่าวดีที่ลิเวอร์พูลจะได้ทดสอบนายทวารคนใหม่อย่าง อาเดรียน ที่เพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามาในช่วงโค้งสุดท้ายของตลาดนักเตะ

2.นอริชทำเกมรุกได้ดี

ถึงนี้จะเป็นเกมที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับลิเวอร์พูล แต่ความจริงคือไม่เลย เพราะระหว่างเกมนั้นนอริชค่อนข้างที่จะเดินเกมรุกได้ดีทีเดียวสมกับที่สามารถทำประตูในศึกแชมป์เปี้ยนชิพฤดูกาลที่แล้วได้ถึง 93 ประตู พวกเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับลิเวอร์พูลได้ไม่น้อย แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องความคมในการจ่ายบอลที่ทำให้พวกเขาอดได้แต้มในเกมแรกไป

 

3.โอริกี้กับรับตำแหน่งรุกฝั่งซ้าย

เนื่องจากปัญหาความฟิตของ ซาดิโอ มาเน่ ที่ยังไม่สามารถลงเล่นเต็มเวลาได้ ทำให้ ดิว็อค โอริกี้ รับตำแหน่งประจำการฝั่งซ้ายเหมือนในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ทำให้เจ้าตัวอาจยังไม่ค่อนถนัดเท่าไหร่เมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่ค่อนข้างแกร่ง ในการแข่งเกมรุกมักบุกขึ้นทางฝั่งของโอริกี้บ่อยครั้ง ในประตูแรกก็เกิดจากฝั่งเขาที่เปิดบอลจนกองหลังนอริชทำเข้าประตูตัวเอง และจังหวะที่เขาวิ่งเข้าไปโหม่งบอลทำประตู ทำให้การรับหน้าที่ของเขาค่อนข้างทำได้ดีทีเดียว

4.ซาลาห์ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 2 ฤดูกาล

เป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่สามารถทำสกอร์แรกของตัวเองได้ในนัดเปิดฤดูกาล นี่ยังไม่รวมการทำแอสซิสต์ของเขา โดยสถิติของเขาค่อนข้างน่าสนใจเมื่อเจ้าตัวนั้นมีดีกรีครองตำแหน่งดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกันในฤดูกาล 2017-18 ที่สามารถยิงประตูไปถึง 32 ประตู และในฤดูกาลที่แล้วที่ทำได้ถึง 22 ประตู ครองดาวซันโวร่วมกับปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอกอาร์เซน่อล และซาดิโอ มาเน่ เชื่อว่าเจ้าตัวน่าจะคว้าตำแหน่งดาวซันโวเป็นครั้งที่ 3 ของตัวเองได้ไม่ยากในซีซั่นนี้

 

เชลซี vs ลิเวอร์พูล

5.นัดต่อไปพบเชลซี

เนื่งอจากพวกเขามีตารางการแข่งขันกับเชลซีในช่วงกลางสัปดาห์ ทำให้เกมรุกในช่วงครึ่งหลังของลิเวอร์พูลดูจะแผ่วลงอย่ามาก ส่วนหนึ่งก็เพื่อออมแรงไว้เล่นในนัดถนัดไป และเลี่ยงที่จะทำให้ผู้เล่นคนอื่นๆ ไม่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บระหว่างการแข่งขัน โดยรายการถัดไปจะพบกันในศึก ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ ซึ่งเชลซีเป็นแชมป์ยูโรปา ลีกที่ โวดาโฟน พาร์ค เมืองอิสตันบูล

 

แนะนำเว็บไซต์อ่านข่าวฟุตบอล: https://www.vivasoc.com/

จบประเด็น “ชูเอา คันเซโล่” หันไปซบผีแดง

ชูเอา คันเซโล่ หลังขวาตัวโยนจากถิ่นม้าลาย ออกมาพูดเกี่ยวกับข่าวที่เป็นที่พูดถึงเรื่องข้อเสนอจากแมนยู โดยเจ้าตัวเปิดเผยว่ายังไม่มีแผนจะย้ายไปไหนทั้งนั้นแม้จะได้ข้อเสนอจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระบุออยากอยู่กับ “ยูเวนตุส” มีสิทธิ์รุ่งทั้งได้กอบโกยแชมป์มากกว่า

ชูเอา คันเซโล่ แนวหลังชาวโปรตุเกสสของ ยูเวนตุส สโมสรดังเจ้าถิ่นในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ยืนยันว่า เขาชอบที่จะอยู่ใน อัลลิอันซ์ สเตเดี้ยม ต่อไป แม้ว่าแฟนม้าอาจยังไม่ปักใจชื่อและคิดว่าน้อยคนที่จะปฏิเสธข้อเสนอของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แมนฯ ซิตี้ 2 สโมสรเจ้าถิ่น พรีเมียร์ลีก

ชูเอา คันเซโล่

ช่วงฤดูกาลนี้ทั้งสองสโมสรเมืองแมนเชสเตอร์ ต่างก็ยังขาดผู้เล่นแนวหินตำแหน่งฟูลแบ็ค ที่คุมหลังได้อย่างเบ็ดเสร็จ และผีแดงควักเงิน เอเยนต์ยันดีบาลาพร้อมลายูเว่ ซึ่งอีกหนึ่งผู้เล่นที่ผีแดงต้องการตัวนั่นคือ คันเซโล่ เป็นนักเตะคนแรกๆที่จะนึกถึง แม้ข้อเสนอของพวกเขาจะน่าสนใจแค่ไหนล่าสุด ผู้เล่นชาวโปรตุเกสวัย 24 ปี ระบุชัดว่า ถึงแม้ฤดูกาลนี้จะไม่ค่อยมีโอกาสได้ลงเล่นมากนักแต่เขาก็มั่นใจว่าจะมีส่วนสำคัญในทีมในอนาคตแน่นอน

 

“ผมไม่คิดว่าผมจะย้ายไปไหนทั้งนั้นอนาคตที่สดใสของผม ที่ผมมองเห็นมันในตอนนี้คือยูเวนตูส นี่คือสโมรที่ผมจะได้คว้าแชมป์มากมายหลายรายการ”

อดีตนักเตะค้างคาวบาเลนเซีย และงูใหญ่ กล่าวกับสื่อ

เชื่อกันว่า ยูเวนตุส ให้ค่าตัวกับคันเซโล่ ไว้ที่ 52 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,132 ล้านบาท)

 

 

เขียนโดย: greatchinafallbrook

ฟุตบอลไทยแลนด์ลีก ( 33 )

ยิงประตูเยอะที่สุดต่อฤดูกาล : 38 ประตู — ดราแกน บอสโควิช (แบงค็อก ยูไนเต็ด, ไทยลีก 2560)

แอสซิสต์เยอะที่สุดต่อฤดูกาล : 19 แอสซิสต์ — ธีราทร บุญมาทัน (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, ไทยพรีเมียร์ลีก 2558)

ได้แชมป์ไทยลีกเยอะที่สุด : 7 ครั้ง — จักรพันธ์ แก้วพรม

เล่นไทยลีกมากที่สุด : 19 ฤดูกาล — อำนาจ แก้วเขียว (2540-2557)

ฟุตบอลไทยแลนด์ลีก ( 32 )

ยิงประตูได้ติดต่อกันเยอะที่สุด: 10 เกม — ดิโอโก หลุยส์ ซานโต (บุรีรัมย์ ยูไนเต๋ด) (24 กันยายน 2560 — 2 มีนาคม 2561, ไทยลีก 2560, ไทยลีก 2561)

ไม่เสียประตูติดต่อกันเยอะที่สุด : 6 เกม —

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, ไทยพรีเมียร์ลีก 2557)

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ( เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, ไทยลีก 2559)

กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ( เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, ไทยลีก 2560)

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นอตทิงแฮมฟอเรสต์ ( 3 )

พวกเขาได้เลื่อนชั้นไปเล่นใน พรีเมียร์ชิพ(พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน) ในปี 1957 และชนะเอฟเอคัพเป็นครั้งที่สองในปี 1959, แม้สูญเสีย รอย ดไวทย์ ลุงของ เอลตัน จอห์น และ เป็นทีมแรกที่เอาชนะ ‘hoodoo’ ที่ Wembley โดยครั้งนี้ได้กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนอตทิงแฮม แต่หลังจากที่ยิ่งใหญ่สุด ๆ ได้เข้ารอบรองชนะเลิศในปี 1967 ฟอเรสต์ก็ตกชั้นจากพรีเมียร์ชิพในปี 1972

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นอตทิงแฮมฟอเรสต์ ( 2 )

ประวัติ

ฟอเรสต์ได้ก่อตั้งใน 1865 โดยกลุ่ม shinty (เป็นสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่อยู่มาถึงปัจจุบัน) ใน 1862 พวกเขาเข้าร่วมใน Football Alliance ใน 1888 และได้ชนะในการแข่งขันในปี 1892. พวกเขาได้รับอนุญาตให้เข้ากับฟุตบอลลีกและฟอเรสต์ชนะ เอฟเอคัพในปี 1898 ฟอเรสต์ อ้างเกียรติยศของพวกเขาขณะที่พวกเขาชนะเอฟเอคัฟ 1898 ชนะ ดาร์บีเคาน์ตี 3-1 ที่สนามของคริสตัลพาเลซ อย่างไรก็ตาม สโมสรได้ใช้ตกชั้นไปเล่นในลีกสอง (แชมป์เปียนชิพในปัจจุบัน) ในปี 1949 และสโมสรก็ได้ตกชั้นไปเล่นใน ลีกสาม (ลีกวันในปัจจุบัน), ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาในอีกสองปี หลังจากนั้นก็ได้แชมป์ “แชมป์เปียนชิพ”

 

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ( 7 )

ทีมของฮาร์วีย์สามารถทำอันดับผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปครั้งแรกในปี ค.ศ. 1968 ก่อนจะคว้าแชมป์ถ้วยอินเตอร์-ซิตีส์ แฟร์ส คัพ (หรือถ้วยยูฟ่าคัพในปัจจุบัน) ไปครองอย่างเหนือความคาดหมายในปีถัดมา โดยสามารถเอาชนะทีมใหญ่ในยุโรปของยุคนั้นไปได้หลายราย ไม่ว่าจะเป็นสปอร์ติงลิสบอนจากโปรตุเกส, ไฟเยอโนร์ดจากเนเธอร์แลนด์ และเรอัลซาราโกซาจากสเปน และปิดท้ายด้วยการคว่ำทีมอุจเพสท์จากฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ

 

นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา นิวคาสเซิลมักจะมอบเสื้อหมายเลข 9 ให้แก่ผู้เล่นกองหน้าชื่อดังประจำทีม โดยประเพณีนี้ยังคงตกทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับในช่วงเวลานั้น ผู้เล่นที่ได้ใส่เสื้อหมายเลข 9 มีหลายคนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น วิน เดวีส์, ไบรอัน ร็อบสัน, บ็อบบี มอนเคอร์ หรือแฟรงค์ คลาร์ก

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ( 23 )

ในพรีเมียร์ลีกนัดถัดมา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ชัยชนะนัดแรก เมื่อเป็นฝ่ายชนะคริสตัลพาเลซ ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดของตัวเอง 2-0 แต่ทว่าในนัดต่อมาเมื่อเจอกับเลสเตอร์ซิตี ที่เป็นทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากเดอะแชมเปียนชิป ที่สนาม คิงพาวเวอร์สเตเดียม ถึงแม้จะเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน 3-1 แต่ทว่าในครึ่งหลังกลับถูกเลสเตอร์ซิตีแซงจนชนะไป 5-3 ซ้ำไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ กองหลังของทีมก็ถูกใบแดงไล่ออกในนาทีที่ 83 อีกด้วย ทำให้เมื่อผ่านไป 5 นัด อันดับของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่ที่อันดับที่ 12 มีเพียง 5 คะแนนเท่านั้น[16] ซึ่งเมื่อเทียบสถิติกับเดวิด มอยส์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว พบว่าฟัน คาล มีสถิติแย่กว่ามอยส์เสียอีก เพราะ 5 นัดแรกในฤดูกาลนี้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยังไม่พบกับทีมใหญ่เลย ผิดกับฤดูกาลที่แล้วที่พบกับทีมใหญ่ถึง 3 ทีม คือ เชลซี, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ซิตี ใน 5 นัดแรก และมีรายงานว่าผู้เล่นบางคนถึงกับกล่าววาจาหยาบคายออกมาในห้องพักหลังจากแข่งขัน ซึ่งแสดงออกถึงความไม่พอใจในตัวฟัน คาล

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลิเวอร์พูล ( 12 )

ในฤดูกาล 2009-10 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้ ราฟาเอล เบนิเตซ ต้องลาออกจากตำแหน่งด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย[3] และแทนที่โดย รอย ฮอดจ์สัน อดีตผู้จัดการทีม สโมสรฟูแลม ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010–11 สโมสรลิเวอร์พูลนั้นเสี่ยงต่อการล้มละลาย เนื่องจากแบกรับหนี้สินเป็นจำนวนมากจากการทำงานของ จอร์จ ยิลเลตต์ และ ทอม ฮิกส์ ทำให้ต้องขายสโมสร ต่อมา จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เจ้าของทีม บอสตัน เรด ซ็อกซ์และนิว อิงแลนด์ สปอร์ตส์ เวนเจอร์ส ได้ซื้อสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อตุลาคม 2010

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลิเวอร์พูล ( 11 )

ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเวน เจอร์ราร์ด, ชาบี อาลอนโซ, ดีทมา ฮามันน์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, เจอร์ซี ดูเด็ค และ เจมี คาร์ราเกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ แต่รายการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือ พ.ศ. 2533 (ฤดูกาล 1989/90) จากการคุมทีมของ เคนนี ดัลกลิช ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิชสามารถนำ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ในปี พ.ศ. 2538 (ฤดูกาล 1994/95)